2007/Jan/22

คณะทัวร์บุญของเราในที่สุด ก็ถึงวัดดอยธรรมเจดีย์โดยสวัสดิภาพ ในเวลาประมาณ 8.00 น. พี่สาวใจดีให้ไกด์ตัวกลมนำคณะเดินล่วงหน้าไปรอที่ศาลาเพื่อเตรียมถวายสังฆทานก่อนที่จะร่วมรับประทานอาหารที่จัดไว้ด้วยกัน ก่อนที่จะลงจากรถ และเข้าเขตวัด ก็มีการบอกเล่าธรรมเนียมต่างๆ และข้อปฏิบัติสำหรับวัดป่าให้กับคณะฟังอีกรอบ ละเอียดกว่าเดิม แต่เมื่อลงจากรถ ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีผลสักเท่าไหร่ เนื่องจากเราได้มีโอกาสบอกเล่าธรรมเนียมและข้อปฏิบัติภายในรถเพียงคันเดียว

งานนี้ไกด์ตัวกลมๆ ก็เหงื่อตก เพราะในบรรดาวัดป่าต่างๆ ที่เคยได้ไปสัมผัสมา (ก็อาจจะนับว่าไม่มากนัก) วัดดอยฯ ถือว่าเป็นวัดที่สงบเงียบมากที่สุด ไม่ใช่แค่เพียงพระ แต่รวมไปถึงโยมที่มาทำบุญด้วย ความงดงาม สมบูรณ์บริบูรณ์ของจริยวัตรและข้อปฏิบัติของหลวงพ่อแบนและพระลูกศิษย์ของท่านจึงได้ขจรขยายไปไกล เชื่อไหมว่าพระหลายสิบรูปฉันรวมกันในศาลา หากว่าเราไม่เห็นภาพตรงหน้า จะไม่มีทางทราบเลยว่ามีพระอยู่ในศาลาเลย จะนึกว่าศาลานั้นว่างเปล่า เช่นกันญาติโยมที่ไปทำบุญ ก็มักจะสำรวมในการพูดจา ไม่มีใครคุยกันเสียงดัง มักจะรีบๆ รับประทานอาหาร เพื่อเตรียมตัวฟังธรรมจากองค์หลวงพ่อ เป็นความงามและร่มเย็นที่จับตาจับใจ

ด้วยเหตุนี้ ไกด์ตัวกลมจึงไม่ค่อยมีความสุขนัก ได้แต่หวาดวิตกในใจ เพราะเพิ่งนึกได้ว่า ไม่น่าพาคณะมาเริ่มต้นที่วัดดอยฯ เลย ก็ได้แต่ทำใจดีสู้เสือว่าคณะที่พามานั้น เมื่อสัมผัสกับบรรยากาศของวัดแล้วจะตระหนักในความสงบสงัดของสถานที่ และเกิดการสำรวมขึ้นมาเอง

แต่...ฝันนั้นก็ต้องสลายไป T___T

พี่ๆ ในคณะที่ร่วมเดินทางไปนั้น เป็นผู้ที่มีจิตใจดี ฐานะดี แต่ไม่เคยคุ้นกับวัด และพระเลย เราผู้พาไป จึงได้แต่สะท้อนอยู่ในใจ ไกด์ตัวกลมนึกขอบพระคุณที่หลวงพ่อท่านไม่ได้อยู่ที่วัด เพราะแค่นี้ ทางเราก็ยังได้รับการตำหนิเบาๆ จากท่านอจ. มหาประดิษฐ์(คิดว่าท่านชื่อนี้นะคะ) ว่าเราควรเตรียมคณะเราให้พร้อมกว่านี้ ชี้แจงธรรมเนียม และข้อปฏิบัติในเรื่องของเสียง การพูดการจา ถ้าไม่มีเรื่องจำเป็น ท่านว่าก็ไม่ควรสนทนากันให้เกิดเสียงดัง ฯลฯ ท่านว่ารอบนี้คณะผู้จัดสอบตกนะ

เราก็น้อมรับคำตำหนิ เพราะยอมรับว่าเป็นความบกพร่องของเราจริงๆ จะไปโทษคณะที่พามาไม่ได้ เพราะเขาเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ทราบธรรมเนียมและข้อปฏิบัติ ดังนั้นไกด์ตัวกลมๆ ก็เลยตัดสินใจ ตัดโปรแกรมที่วัดดอยฯ จากที่จะพาไปกราบมนัสการพระเจดีย์และพระนอน ก็ลดเหลือแค่เพียงพระเจดีย์เท่านั้น เนื่องจากบริเวณพระนอนนั้นอยู่ติดกับกุฏิพระ และเวลาที่เราไปนั้น เป็นเวลาที่ท่านเริ่มเข้าที่ภาวนากันแล้ว (เป็นที่น่าเสียดายมากๆ เพราะตามที่ได้ยินประวัติเล่าสืบกันมา พระนอน หรือ พระพุทธรูปปางไสยาสน์ ที่วัดดอยฯ นี้ งดงามมาก มีเทวดามาช่วยสร้าง มีความศักดิ์สิทธิ์นัก)

หลังอาหารเช้า (ที่ไกด์ตัวกลม และเพื่อนๆหลายคนงดไป คนอื่นอาจจะเพราะอิ่มขนม แต่ไกด์ตัวกลมรับประทานไม่ลงเจ้าค่ะ เนื่องด้วยอยู่ในสภาพที่ตั้งท่าคอยระวังภัยตลอดเวลา) พอคณะเดินขึ้นไปกราบนมัสการพระเจดีย์ สังเกตได้ว่าคนส่วนใหญ่มีใจน้อมสักการะจริงๆ และมีผู้ที่มีจิตศรัทธานำปัจจัยไปวางไว้ในที่ต่างๆ ในพระเจดีย์อีกต่างหาก ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่วัดป่าไม่มีและไม่นิยมเสียเลย เนื่องจากจะทำให้เกิดความสกปรกรกรุงรังได้ง่ายๆ อย่างไรก็ดี ไม่ได้เอยปากตำหนิหรือห้ามปราม เพราะสัมผัสได้ว่าเราปรามเค้ามากเกือบจะเกินไปแล้ว หากเกิน จะกลายเป็นโทษ ทำให้คณะนี้ไม่อยากมาวัดป่าอีกก็เป็นได้ จึงได้แต่ลงมากระซิบบอกโยมที่วัดให้ช่วยไปจัดการรวบรวมปัจจัยมาถวายวัดอีกที

เมื่อต้อนพ่อแม่ปูทั้งหลายขึ้นรถได้ และเดินทางออกจากวัดดอยฯ ก็เริ่มหายใจคล่องขึ้น เพราะวัดต่อไปที่เราจะไปเยือนนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ความสำรวมระวังเท่ากับที่วัดดอยฯ วัดถัดไปนั้นก็คือวัดป่าสุทธาวาส ที่สุดท้าย ที่องค์หลวงปู่มั่นท่านได้เลือกเป็นที่ดับขันธ์ ปรินิพพาน

เมื่อแรกที่เริ่มได้รู้จักกับพระป่าและวัดป่า ไก่แก้วเองเข้าใจว่าวัดป่าสุทธาวาสนั้นเป็นวัดที่องค์หลวงปู่มั่นท่านเคยพำนักและอบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ แต่เมื่อได้ทราบประวัติองค์ท่าน จึงได้ทราบว่าวัดที่องค์หลวงปู่มั่นท่านพำนักอบรมศิษยานุศิษย์นานมากที่สุด จนเปรียบเสมือนวิทยาลัยสงฆ์ในสมัยนั้น คือวัดป่าหนองผือนาใน และยิ่งซาบซึ้งในความเมตตาของครูบาอาจารย์มากยิ่งขึ้น เมื่อได้ทราบเหตุที่หลวงปู่ท่านไม่ยอมละสังขารที่วัดป่าหนองผือนาใน แต่กลับอดทนข่มความลำบากแห่งธาตุขันธ์ จนเดินทางมาละสังขาร ปรินิพพานที่วัดป่าสุทธาวาสแห่งนี้

เหตุผลที่องค์หลวงปู่มั่นท่านพิจารณาแล้ว สั่งการให้นำท่านออกมาจากวัดป่าหนองผือนาใน และเดินทางเข้าจังหวัดสกลนคร จนมาดับขันธ์ที่วัดป่าสุทธาวาสนั้น เนื่องจากที่หนองผือไม่มีตลาดแลกเปลี่ยนสินค้า หากท่านดับขันธ์ที่นั้น ผู้คนมากมายก็จะเดินทางไปเพื่อเคารพศพท่าน สัตว์มากมายทั้งน้อยทั้งใหญ่ก็จะต้องถูกฆ่าเพื่อนำมาเลี้ยงผู้คน หากแต่ที่อำเภอเมือง สกลฯ มีตลาดแลกเปลี่ยนสินค้า มีเนื้อสัตว์และอาหารที่ไม่ต้องสั่งฆ่าพร้อมอยู่แล้ว จึงไม่กระทบกับชีวิตสัตว์ทั้งหลาย ความเมตตาและความละเอียดลออของพ่อแม่ครูอาจารย์นั้นยากที่จะหาใดเสมอเสมือน

วัดป่าสุทธาวาสในวันนี้ น่าจะแตกต่างไปจากในอดีตมากมาย มีครั้งหนึ่งที่ได้แวะมากราบสักการะ ต้องให้สลดใจ เพราะมีตลาดนัดจัดอยู่ภายใน และด้านหน้าของวัด ทำให้วัดดูไม่แตกต่างจากวัดบ้านเลย ในครั้งนั้น ได้แต่ระลึกถึงความไม่เที่ยง และความเสื่อมอันมีในทุกที่ทุกทาง

อย่างไรก็ดี วัดป่าสุทธาวาสที่ได้ไปเยี่ยมในครั้งนี้ ไม่มีตลาดนัด และมีบรรยากาศกลับไปเป็นเหมือนวัดป่าอีกครา ทำให้รู้สึกดีใจมากๆ ด้วยเตรียมใจไว้สำหรับร่องรอยของความเสื่อม คณะได้ลงไปกราบนมัสการเจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่น และทำพิธีถวายสังฆทานร่วมกัน เนื่องด้วยที่นี่มีชาวบ้านมาขายล็อตเตอร์รี่ ก็เลยมีคนให้ความสนใจอุดหนุนกิจการชาวบ้านไปตามสมควร :-P)

สิ่งที่เสียดายก็คือ มีเวลาน้อยมากๆ ทำให้ไม่ได้เข้าไปกราบนมัสการเจดีย์หลวงปู่หลุย ซึ่งตั้งอยู่เยื้องกับเจดีย์ขององค์หลวงปู่มั่น ไม่ไกลกันเลย

เดินทางไปอีกไม่นานก็ถึงวัดป่าหนองผือนาใน ที่ซึ่งเปรียบเสมือนวิทยาลัยสงฆ์ขององค์หลวงปู่มั่น มีบรรยากาศที่เงียบสงบ สะอาดสะอ้าน ตอนที่เราไปถึงนั้น ที่วัดมีร่องรอยว่าฝนเพิ่งจะตกไป ที่นี่ชาวคณะเริ่มรู้งาน ต่างคนต่างช่วยกันขนข้าวของที่เตรียมมาถวาย กลุ่มเราก็เข้าไปที่ศาลาเพื่อจัดแยกเครื่องสังฆทาน พี่สาวใจดีน้ำตานองหน้า แล้วเล่าว่าทุกคราที่มาวัดนี้ จะต้องร้องไห้ ไม่สามารถห้ามตัวเองได้ทุกทีไป สำหรับตัวเราเอง รู้สึกว่าที่นี่สงบสงัดนัก ต้นไม้สูงใหญ่ ศาลาก็งามพอดิบพอดี ไม่มากไม่น้อย นั่งมองและวาดภาพว่าในอดีตที่องค์หลวงปู่มั่นท่านนั่งเป็นองค์ประธานจะเป็นอย่างไร สังเกตว่าเมื่อถึงที่นี่ คณะของเราที่เคยเจี๊ยวจ๊าวกลับสงบลงอย่างประหลาด เค้าอาจจะจะเริ่มหมดแรง หรือจะเป็นด้วยเหตุที่เริ่มซึมซับกับบรรยากาศและกระแสของครูบาอาจารย์ ก็มิทราบได้

เราได้ถวายเครื่องสังฆทาน ฯลฯ กับท่านเจ้าอาวาส ท่านเจ้าอาวาสเมตตานำคติธรรมขององค์หลวงปู่มั่นมาแจกแจงให้คณะฟัง เรื่องกะปอมก่า ทางคณะดูจะนิ่งฟังอย่างตั้งใจ สำหรับไก่แก้ว แม้เคยได้อ่านมาก่อน ก็ยังรู้สึกว่าท่านเมตตาอธิบายอย่างชัดเจนยิ่งนัก และเป็นข้อเตือนใจเป็นอย่างดี

เมื่อเสร็จแล้ว เราได้ไปเยี่ยมชมกุฏิและทางเดินจงกรมขององค์หลวงปู่มั่นซึ่งอยู่ห่างไปนิดเดียว เป็นกุฏิไม้ยกใต้ถุนสูง ดูธรรมดาๆ หลังหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดพิเศษ นอกจากว่าเมื่อก้มกราบลงไปแล้ว ได้ความปิติตื้นตันอย่างไม่มีสาเหตุ ทางเดินจงกรมของท่านนั้น ทางวัดได้นำกระเบื้องลอนใสมาปิดไว้ด้านบน และก่อปูนล้อมรอบไว้ เมื่อเข้าไปใกล้ สิ่งที่สัมผัสได้ ทำให้อยากทรุดกายลงกับพื้น แล้วก้มลงกราบโดยไม่สนใจกับสิ่งใดๆ บอกได้แต่เพียงว่าเมื่ออยู่ที่นั่นแล้ว รู้สึกคล้ายกับว่าองค์หลวงปู่ท่านยังไม่ได้ไปไหนไกล รู้สึกคล้ายๆ กับได้เจอพระพุทธรูปศักดิ์สิทธ์ประดิษฐานอยู่เบื้องหน้า เรื่องนี้ยังไม่ต้องเชื่อนะคะ ขอให้ไปสัมผัสโดยตนเองจะดีกว่า แล้วอย่าลืมนำมาเล่าสู่กันฟังนะคะ

กลุ่มเราอันได้แก่ไก่แก้ว อจ. ปู่ปู้ และพี่จูนรั้งท้าย ก็เลยมีคนเดินมาตาม (นี่แหละค่ะ เลยไม่สามารถทำอะไรได้ตามใจอยาก) ก็ต้องรีบเพื่อรักษาเวลาของหมู่คณะ จากวัดป่าหนองผือนาในในขณะที่ยังรู้สึกไม่อิ่มนัก สัญญากับตัวเองว่าสักวันจะกลับมากราบสักการะที่นี่อีกที คราวนี้ อย่างน้อยๆ ก็ขอให้มีเวลาได้นั่งสมาธิภาวนาสักชม. สองชม.

จากวัดหนองผือ เราก็ตามรอยไปวัดกลางโนนภู่ ซึ่งเป็นที่ซึ่งองค์หลวงปู่มั่นท่านได้แวะมาพักในคราวที่จะเดินทางไปเพื่อละสังขาร ณ. วัดป่าสุทธาวาส ที่วัดนี้มีแคร่หามที่เคยใช้นำหลวงปู่มั่นมาจากหนองผือ แสดงไว้ในศาลานิทรรศการ ถนนในปัจจุบันจากวัดหนองผือไปวัดกลางโนนภู่เป็นถนนดินลูกรัง สองข้างทางเป็นป่า เมื่อระลึกถึงสมัยที่เค้านำองค์หลวงปู่เดินทางมา คงยากลำบากลำบนมากมาย นึกถึงที่เคยได้อ่านจากหนังสือประวัติหลวงปู่หล้า ที่ท่านเมตตาบรรยายเหตุการณ์ในวันวิปโยคนั้นไว้ อ่านครั้งใดก็ต้องร้องไห้ทุกครั้งไป จำได้ว่าเคยพิมพ์ไว้นะคะ ไว้จะนำมาให้ได้อ่านกันอีกครั้งหนึ่ง

ที่วัดกลางโนนภู่นี้ องค์หลวงปู่มั่นท่านได้แวะมาพำนักอยู่ ๑๐ วัน ก่อนจะเดินทางต่อไปวัดป่าสุทธาวาส และละสังขารในที่สุด บรรยากาศของวัดกลางโนนภู่ยังคงสงบสงัด งามเรียบสะท้อนความเป็นวัดป่าที่ดี ตอนที่คณะเราไปถึงเริ่มมีสายฝนโปรยปรายเป็นละอองน้อยๆ มีเด็กนักเรียนตัวน้อยๆ ทั้งชายและหญิงมายืนเรียงแถวคอยต้อนรับคณะที่มาเยี่ยมเยือน เมื่อลงจากรถ ก็ได้รับการไหว้จากเด็กๆ พยายามบอกให้น้องๆ เค้าพากันไปหลบฝน ไม่ต้องมีพิธีรีตอง แต่ก็ไม่มีน้องๆ คนไหนขยับ เด็กน้อยทั้งหลายต่างยืนยัดต้อนรับ ยิ้มรับคณะอย่างดีใจ ชาวคณะต่างคนก็ต่างพากันรีบลงจากรถ และช่วยกันนำเครื่องสังฆทานและข้าวของที่เตรียมมาบริจาคแก่เด็กยากจนลงจากรถไปวางในจุดที่ทางวัดเตรียมไว้ แต่เนื่องจากเวลาค่อนมาถึงบ่าย ๒ แล้ว จึงได้ตัดสินใจรับประทานอาหารกันก่อนที่จะทำการถวายสังฆทาน และแจกของ

ในที่สุดเราก็ออกเดินทางต่อจากวัดป่าโนนภู่ ไปสู่วัดป่าอุดมสมพร อันเป็นสถานที่ที่หลวงปู่ฝั้นท่านเคยพำนักอบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ วัดป่าอุดมสมพรยังคงร่มรื่นงดงามสะอาดตา เนื่องด้วยเวลาอันจำกัด ทำให้ไม่ได้เดินดูสถานที่ จึงได้เห็นเพียงศาลาและเจดีย์พิพิธภัณฑ์เพียงเท่านั้น

เมื่อคณะไปถึง เราก็ทำหน้าที่เหมือนดังวัดอื่นๆ เตรียมเครื่องสังฆทาน และพากันขึ้นไปเตรียมการถวายที่ศาลาใหญ่ ที่บนศาลามีหุ่นขี้ผึ้งขององค์หลวงปู่ฝั้น หุ่นนี้ใบหน้าท่านประดับไปด้วยรอยยิ้มน้อยๆ เปี่ยมไปด้วยความเมตตา หลีกไปนั่งไกลๆ เพื่อพักใจ สำรวมกายและจิต

ขณะที่รอคณะสงฆ์ (ซึ่งรอคณะโยมให้สำรวม)เตรียมพร้อม ก็ปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก คณะเราก็หันหน้ามองกันอย่างไม่สบายใจ สบตาก็พอเข้าใจว่าต่างก็นึกแน่ใจว่าจะต้องเปียกฝนแน่ๆ ในคราวนี้ แต่เมื่อทำพิธีเสร็จ ฝนก็จะหยุดลงไม่เป็นที่ระคายเคืองแก่คณะเลย

เราทำพิธีกันไม่นาน ไม่เยิ่นเย้อ แต่ก็งามหมดจด ได้ความรู้สึกที่อิ่มในกุศล และสงบสบายใจ แม้จะยังรับรู้ได้ถึงความอ่อนล้าของร่างกาย และแล้วก็เป็นไปอย่างที่คาดเดา ฝนที่ตกเหมือนจะไม่ให้ลืมหูลืมตา ก็หยุดลงเฉยๆ ก่อนหน้าที่พิธีจะเสร็จเรียบร้อยเพียงนิดเดียว เราทุกคนกลับขึ้นรถโดยไม่เปียกอีกเช่นเคย จะมีเปียกบ้างก็แต่รองเท้าที่ถอดไว้ แล้วน้ำฝนกระเด็นใส่เท่านั้นเอง

เนื่องจากเวลาล่าช้าไปกว่ากำหนดค่อนข้างมาก เราจึงตกลงกันภายในรถว่าจะกราบนมัสการเจดีย์หลวงปู่ฝั้นแต่เพียงในรถ แล้วจึงวนรถไปที่เจดีย์ ตั้งจิตอธิษฐานกันตามศรัทธา แล้วเดินทางต่อไปวัดป่าแก้วชุมพล ในใจไก่แก้วได้แต่นึกเสียดายที่ครั้งนี้ไม่มีเวลาพอ แต่ก็นึกตั้งใจ(อีกแล้วค่ะ) ว่าสักวันจะกลับมากราบสักการะหลวงปู่งามๆ สักที

คณะไปถึงวัดป่าแก้วชุมพลตอนพลบค่ำแล้ว แต่องค์หลวงปู่อุ่นหล้า และพระ ก็ยังเมตตารอรับคณะเราอยู่ เมื่อถึงวัดนี้ ไก่แก้วเริ่มล้าอย่างมาก แต่ก็รีบลงจากรถก่อนใคร (เหมือนเช่นเคย) คราวนี้มิได้ไปนำคณะ แต่แอบขี้โกง พาพี่จูน อจ. ปู่ปู้ ตู่ พี่หมู และคุณป้า ไปกราบนมัสการพระเจดีย์หลวงปู่สิงห์ทอง โดยละเลยหน้าที่ ที่จะต้องดูและเรื่องสังฆทาน โธ่ เห็นใจเถอะค่ะ วันนี้ทั้งวันมิได้มีคราใดมีเวลาให้ได้ดื่มด่ำกับครูบาอาจารย์เลย อ้อ เมื่อถึงวัดนี้ ฝนก็ตกน้อยๆ ค่ะ พรำๆ พอเย็น ไม่รบกวนอีกเช่นเดิม

อย่างไรก็ดี เมื่อโผล่กลับออกมาจากเจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่สิงห์ทอง ได้ชมพระอัฐิธาตุของท่านแล้ว ก็มองเห็นพี่สาวใจดีกวักมือเรียกทำให้ต้องรีบสาวเท้าไปหาที่ศาลา ทันกับที่หลวงปู่อุ่นหล้า ท่านเมตตาออกมาต้อนรับคณะพอดี

เชื่อไหมค่ะว่ากระแสความเมตตาของครูบาอาจารย์ท่านสามารถแทรกซึมเข้าไปสัมผัสใจ ใครๆ ก็ได้ ชั่วขณะหนึ่งที่หลวงปู่เดินออกมา คณะทั้งคณะดูจะเงียบไป (โดยที่เค้าเองก็คงไม่ได้รู้สึกอะไร) แล้วทุกๆ คนในที่นั่น ก็ถูกดึงดูดด้วยความงามในจริยวัตรและความเมตตาที่ฉายในใบหน้าแห่งองค์หลวงปู่ ดูเหมือนว่าความอ่อนล้าของหมู่คณะเราจะหายไปในบัดดล ได้ยินเสียงคนพึมพำชมว่าหลวงปู่ดูใจดีมีเมตตาเหลือหลาย เป็นบุญนักที่ได้มีโอกาสมากราบนมัสการท่าน คนที่นั่งไกลๆ ด้วยมิได้หมายอะไร ก็กลับพากันขยับกายเลื่อนขึ้นไป เพื่อให้ได้เห็นและได้ยินหลวงปู่ชัดๆ

หลวงพ่อท่านเมตตากล่าวทักทาย และรับเครื่องสังฆทานอย่างง่ายๆ ทางคณะดูเหมือนจะไม่อยากจากหลวงปู่ไป แม้เมื่อเสร็จพิธีแล้ว แต่ในที่สุดก็ทยอยกันลุกออกไป เหลือเพียงกลุ่มพี่สาวใจดีและคณะเล็กๆ ของไก่แก้ว พี่สาวใจดีเข้าไปกราบเรียนหลวงปู่เรื่องงานวันวิสาขบูชาที่จะจัดขึ้นที่ท้องสนามหลวง พร้อมทั้งกราบขอความเมตตาขอยืมพระอัฐิธาตุคุณแม่ชีแก้วไปแสดงในงาน เพื่อให้ผู้คนทราบว่าผู้หญิงก็สามารถปฏิบัติจนถึงที่สุดได้ หลวงปู่ท่านดูอึดอัดใจ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ท่านเล่าว่าเคยมีผู้มายืมไป (ไก่แก้วนั่งไกล เลยไม่ได้ยินชัดๆ ว่ายืมพระอัฐิธาตุ หรือรูป) แล้วไม่นำมาคืน ตอนนี้ที่วัดก็เหลือเพียงที่แสดงไว้ในเจดีย์ของคุณแม่ชีแก้วเท่านั้น ไก่แก้วจึงขอโอกาส ขออนุญาตหลวงปู่ถ่ายภาพพระอัฐิธาตุคุณแม่ชีแก้ว เพื่อให้พี่สาวใจดีนำไปแสดงที่สนามหลวงแทน หลวงปู่ท่านก็เมตตารีบอนุญาต พร้อมกับสั่งครูบาอ้อ พระอุปัฏฐาก ให้ไปดูแลเปิดไฟ เปิดเจดีย์ให้เรา ถึงตอนนี้ ดูเหมือนทุกๆ คนในคณะเค้าจะไปรอที่รถกันหมดแล้ว เหลือเพียงพวกเราไม่กี่คนที่รีบเดินกึ่งวิ่งลุ่นๆ ไปที่เจดีย์ แต่แล้วเจ้ากรรมไฟฟ้าภายในเจดีย์เกิดขัดข้อง แสงจากธรรมชาติ ก็หมดลงไปแล้ว เห็นเพียงลางๆ จากที่กังวลภายในใจว่ากล้องธรรมดาๆ อย่างเราจะถ่ายได้งดงามไหมหนอ ก็ทำให้ต้องหนักใจไปกว่าเก่า

ตอนนี้มือกล้องเหลือเพียงอจ. ปู พี่จูนและไก่แก้วตัวกลมที่ยืมกล้องดิจิตอลของน้องชายมาใช้เป็นครั้งแรก ต้องสารภาพว่าเป็นบุคคลไม่ทันสมัย นี่เป็นครั้งแรกสุดเลยที่ใช้กล้องแบบนี้

อ้อ เราวิ่งไปตามพี่ผู้ชายในคณะมาเป็นเพื่อน หนึ่งคนนะคะ เพราะว่าพระท่านจะอยู่กับสีกาในที่หลับตาโดยไม่มีพระอีกองค์ หรือผู้ชายไม่ได้ ต่อให้มีสีกามากเป็นร้อยก็เถอะ ผิดพระวินัยและข้อปฏิบัติของพระป่า ตากล้องสมัครเล่นทั้งหลาย ระหว่างรอครูบาฯไปเตรียมการด้านบนเจดีย์ ก็พากันไปกราบสักการะรูปเหมือนคุณแม่ชีแก้วด้านล่างของเจดีย์ ไก่แก้วได้แต่อธิษฐานขอท่าน ว่า ไก่แก้วขอความเมตตาขออนุญาตถ่ายภาพพระอัฐธาตุคุณแม่ ขอให้ภาพออกมาชัดเจน เพื่อนำไปเป็นประจักษ์พยานว่าการบรรลุธรรมขั้นสูงสุดนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศ วัย หรือฐานะใดๆ เลย ขอคุณแม่ได้โปรดเมตตาด้วยเถิด

อธิษฐานเสร็จ ก็เริ่มถ่ายรูปภาพเหมือนคุณแม่ท่าน แล้วก็พากันขึ้นไปชั้นบน อจ.ปูและพี่จูนได้ล่วงหน้าก่อนแล้ว ข้างบนเป็นเหมือนยอดเจดีย์ มีห้องเล็กๆ เข้าไปได้เพียงไม่กี่คนในหนึ่งครั้ง พระอัฐิธาตุของคุณแม่ท่านอยู่ในเจดีย์แก้วเล็กๆ และตั้งอยู่ในตู้กระจกอีกชั้นหนึ่ง เป็นที่รู้ว่าสถานการณ์แบบนี้ สะท้อนกับ flash ดีนักแล แต่ไม่ลองก็ไม่รู้ซิค่ะ ตอนนี้ในใจคิดพึ่งอำนาจครูบาอาจารย์ถ่ายเดียว

ในที่สุดไก่แก้วกับอจ. ปูก็ช่วยกัน เอา flash จากกล้องอจ. ปูมาช่วยเรื่องแสง แล้วใช้กล้องไก่แก้วถ่าย ปรากฏว่าเหมือนคุณแม่ท่านปราณี เราได้ภาพถ่ายพระอัฐิธาตุของท่านชัดและงดงามถึง ๒ รูปด้วยกัน เมื่อแสดงภาพให้กับพี่สาวใจดีและคณะดู ทุกคนดูเหมือนจะเห็นว่าน่าจะเป็นเพราะคุณแม่ท่านเมตตาเรานั่นเอง (ถ้ามีโอกาส ไก่แก้วจะนำภาพมาให้ชมกันค่ะ)

กว่าจะกลับขึ้นรถอีกที สายฝนก็โปรยปรายสั่งลา กำหนดจิตกราบสักการะครูบาอาจารย์อีกครา แล้วก็เดินทางต่อเพื่อเข้าไปพักในอุดรธานี กว่าจะถึงโรงแรมศิริแกรนด์ในตัวเมืองอุดรฯ ก็ปาเข้าไปเกือบๆ ๒ ทุ่ม (ถ้าจำไม่ผิด) ทุกคนหิวโซ และอ่อนล้า เข้าโรงแรมได้ ก็พากันนำของไปไว้ในห้องพักและมาร่วมรับประทานอาหาร พี่สาวใจดีบอกว่าโรงแรมนี้เป็นของลูกศิษย์คนหนึ่งของหลวงตา คณะทำงานของหลวงตาและลูกศิษย์ลูกหามาพักกันประจำ โรงแรมอาจจะไม่ใหม่ หรือหรูหราทันสมัย แต่ก็ให้ความอบอุ่นสบาย อาหารก็อร่อย และไม่อึกทึกครึกโครม แถมในห้องแต่ละห้อง ยังมีหนังสือธรรมะขององค์หลวงไว้ให้ยืมอ่านภายในห้องพักซะอีก คืนนั้นเราทุกคนหลับกันสลบไสลด้วยความรู้สึกเหมือนกับได้นอนหลับพักที่บ้าน และแล้วการเดินทางในวันแรกก็สิ้นสุดลง


Posted on Sun 5 Jun 2005 0:27

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
#1  by  NunUCH ღ¸ღ MaiKu At 2007-01-23 12:46, 

<< Home


*.:。✿~ ไก่แก้ว ~✿。:.*
View full profile