เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนตีห้า ได้เวลาลุกขึ้นมาเตรียมตัวเริ่มเดินทางอีกวันแล้ว เรามีนัดที่จะไปตักบาตรองค์หลวงตามหาบัว ที่วัดป่าบ้านตาดแต่เช้าตรู่ อืมมม โรงแรมแห่งนี้ทำให้หลับสบายดีจริงๆ ตอนแรกที่ลืมตามาเห็นพี่จูนทำให้เกิดอาการสงสัยว่าพี่จูนมาทำอะไรที่บ้านเราหว่า แต่เช้าขนาดนี้ แล้วจึงนึกได้ว่าเราไม่ได้อยู่บ้านนี่หน่า
ขบวนทัวร์ธรรมของเราดูเหมือนจะรักษาเวลากันได้ดีมาก สมาชิกต่างหอบหิ้วกระเป๋าลงมารอที่รถกันอย่างไม่รอช้า เมื่อรถพร้อม เราก็กระวีกระวาดพากันขึ้นไปเตรียมพร้อม แต่...เข็มนาฬิกาก็ผ่านไปเรื่อยๆ รถก็ยังไม่ออก มีการเช็คชื่อกัน ปรากฏว่าสมาชิกรถเราครบขาดแต่พี่สาวใจดี ไก่แก้วตัวกลมก็เลยโทรเข้ามือถือของพี่สาวใจดี ปรากฏว่าพี่สาวยังไม่สามารถออกมาจากโรงแรมได้ เพราะมีห้องหนึ่งในบรรดาที่คณะเราเข้าพักยังไม่ได้เช็คเอาท์เลย ในขณะที่ช่วยกันสืบหาเจ้าของห้องที่ไม่ยอมตื่น รถอีกคันก็ล่วงหน้าไปก่อนโดยไม่รอสมาชิก(ซึ่งเป็นของรถคันของเค้า) สักครู่ใหญ่สมาชิกที่ตกค้างก็วิ่งกระหืดกระหอบมาที่รถ เป็นอันว่าเราออกเดินทางได้ เหลือบดูนาฬิกา น่าจะยังพอทันได้ตักบาตร แม้จะมีเวลาเผื่อน้อยเต็มที
แต่แล้วฝันก็เริ่มสั่นคลอน เมื่อรถเราดันแวะเติมน้ำมัน มีสมาชิกลงไปเข้าห้องน้ำ และเปลี่ยนกางเกง เอ่อ น้องเค้าไม่ได้ทำเลอะเทอะนะคะ เพียงแต่ว่าเค้านุ่งกางเกงขาสั้นเท่านั้นเอง การแต่งกายเข้าวัดนั้น สำหรับฝ่ายอุบาสกอาจจะไม่ซีเรียสนัก แต่สำหรับอุบาสิกานั้นควรจะให้สุภาพเรียบร้อย และคำนึงถึงความเหมาะสมมากที่สุด อย่ากลัวเป็นยายเพิ้งเลยค่ะ หากรักที่จะเข้าวัด ยึดเอาพระรัตนตรัยและพ่อแม่ครูบาอาจารย์เป็นสรณะแล้ว พิจารณาการแต่งกายของเราให้งามตางามใจดีกว่า แล้วจะพบว่ายายเพิ้งนอกวัด กลายเป็นเทพธิดาที่ผู้คนมองอย่างชื่นชมภายในวัด ปกติไก่แก้วไปวัดครูบาอาจารย์ มักจะใส่ซิ่นดำและเสื้อขาว หรือไม่ก็กระโปรงหรือซิ่นยาวกรอมเท้าพร้อมเสื้อสีไม่ฉูดฉาด ตัวหลวมๆ ยาวคลุมสะโพกบนเป็นอย่างน้อย
ขอเถอะค่ะ เมตตาด้วยเถิด อย่าใส่กระโปรงสั้น กางเกงเอวต่ำรัดติ้ว เสื้อเกาะอก สายเดี่ยว หรือแม้กระทั่งเสื้อแขนกุดเข้าวัดเลย เสื้อผ้าการแต่งกายควรคำนึงถึงหัวใจพระด้วย แม้ท่านจะสละทางโลกมาแล้ว แต่ก็หาได้หมายความว่าห่มผ้าไตรจีวรแล้วจะมลายสลายกิเลส คนวัดมีคำศัพท์เรียกกันว่า ขอให้แต่งกายรักษาพระกันซะหน่อย เสื้อเข้ารูป เสื้อคอแหลม คอวี เลี่ยงได้ เลี่ยงเถิดค่ะ เชยสักวัน แล้วเราจะงามตางามใจในสายตาครูบาอาจารย์
ไก่แก้วเคยพบน้องผู้หญิงท่านหนึ่งที่ทำให้ประทับใจไม่ลืม ที่บุญญาวาส น้องเค้าน่าจะอายุประมาณ ๒๐ ต้นๆ มาถวายอาหารกับเพื่อนอีก ๒ คน ตอนที่มาถึงวัด เค้าก็แต่งกายเหมือนวันรุ่นทั่วๆ ใส่เสื้อยืดเข้ารูป กับกางเกงยีนส์ แต่เมื่อลงจากรถ ก่อนที่จะเดินไปไหนในเขตวัด เค้าหันไปคว้าเสื้อแจ็คเก็ตตัวโคล่งมาสวมทับชุดที่เค้าใส่มา ทำให้เค้าดูงามตาไปในบัดดล นี่แหละค่ะ ผู้มีปัญญาในการแก้ไขปัญหา และทำตัวให้เหมาะสม
บ่นเป็นยายแก่เรื่องการแต่งกายมายาวแล้ว กลับเข้าเรื่องดีกว่า เอาเป็นว่าคณะเราทำใจแล้วว่าคงไปไม่ทันตักบาตรแน่ๆ รถคันที่ล่วงหน้าไปก่อน ก็กลับย้อนมารอเราที่ปั๊มน้ำมัน พี่สาวคนดีวิ่งเปลี่ยนไปรถอีกคันเพื่ออธิบายธรรมเนียมและการปฏิบัติตน ในขณะที่รถของเราได้รับการอบรมไปแล้วก่อนจะมาแวะที่ปั๊มน้ำมัน
ไก่แก้วได้รับหน้าที่นำคณะไปตักบาตร และดูแลหาที่ให้คณะเรานั่ง พร้อมทั้งดูแลเรื่องความเรียบร้อยต่างๆ (ภาระอันหนักอึ้ง) พอลงรถแล้วก็กระวีกระวาดนำลูกทัวร์เดินจั้มไปที่ศาลา ขณะที่กำลังจะผ่านโต๊ะตักบาตร พบพี่ๆ ที่เค้าตักบาตรแทนเรา เค้าเรียกให้ไปรับของตักบาตรที่ยังเหลืออยู่ ไก่แก้วก็รีบเรียกคณะให้รีบน้ำของตักบาตรนี้ วิ่งตามไปให้ทันหางแถวพระที่ท่านบิณฑบาตอยู่ และเกือบจะเดินเข้าประตูชั้นในแล้ว ค่ะใช่ ไก่แก้วบอกให้เค้าวิ่งค่ะ อิ อิ ไก่แก้วเองก็วิ่งค่ะ (ปกติทำไม่ได้นะคะ จะโดนดุค่ะ ไก่แก้วโดนมาแล้ว แต่วันนี้ยกเว้นเพราะอยากให้เค้าได้ตักบาตรกัน) เห็นไกลๆ ก็พอจะจำได้ว่าหางแถวเป็นท่านอจ. องค์หนึ่งที่ไก่แก้วรู้จักคุ้นเคย แม้ท่านจะมีพรรษามากกว่า ๑๐ พรรษาแล้ว ก็ยังอยู่เกือบปลายแถว เพราะท่านเป็นพระมหานิกาย สายหลวงปู่ชาค่ะ ไว้วันหลังจะอธิบายและให้รายละเอียดเพิ่มเติมนะคะ
ไก่แก้วรีบวิ่งแจ้นไปนิมนตร์ท่านอจ. ให้ท่านรอรับบาตรคณะที่เพิ่งไปถึง ท่านอจ. ก็คงจะงงอยู่ว่าโผล่กันมาจากไหน แต่ด้วยความเมตตา ท่านก็รอรับบาตรให้ในอาการที่สงบสำรวม งดงามมากๆ ค่ะ ขอน้อมกราบขอบพระคุณในความเมตตาของท่านมาในทีนี้ในนามของคณะด้วยค่ะ _/|\_ _/|\_ _/|\_
เมื่อคณะเราตักบาตรเสร็จด้วยความโกลาหล ก็พาเดินเข้าไปศาลาด้านใน ซึ่งองค์หลวงตากำลังทักทายกับญาติโยมอยู่ เราจัดหาที่นั่งให้คณะนั่งเยื้องมาด้านหลังองค์หลวงตา คณะเราส่วนหนึ่งเมื่อเข้ามาแล้ว ก็รี่ไปรับประทานอาหารที่จัดไว้ก่อนพระจะฉันซะอีก คนไปตามไปเตือนก็อ่อนใจ เพราะตามมาได้คน ก็มีอีกคนไป สุดท้ายเราก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย ได้มองด้วยความอ่อนใจและขำนิดๆ นึกถึงคำว่า บ้านนอกเข้ากรุง แต่นี่กลายเป็น คนกรุงเข้าวัดป่า
ไก่แก้วและพวกพี่ๆ น้องๆ นั่งเกร็งนิด เกรงว่าองค์หลวงตาท่านจะหันมาตำหนิ คณะเราเสียงไม่เบาเลย แต่แล้ว ด้วยความเมตตาของครูบาอาจารย์ ท่านก็ไม่ได้กล่าวตำหนิเลย
เราได้ฟังธรรมสั้น และพาคณะรับประทานอาหาร(รอบ ๒ สำหรับบางท่าน) พี่ๆ ผู้ชายส่วนหนึ่งก็นำรถเข็นไปขนเอาเครื่องสังฆทานมาจากรถบัส ดูแล้วน่ารัก น่าอนุโมทนามากๆ ค่ะ หลังจากจัดการเรื่องเครื่องสังฆทานเรียบร้อยแล้ว ถวายแด่องค์หลวงตา มีพี่ผู้ชายท่านหนึ่งศรัทธามาก ถอดสร้อยทอง ๕ บาทที่คล้องคอ ถวายไปพร้อมกับปัจจัยที่เราได้รวมรวมมาจำนวน ๖๐,๐๐๐ กว่าบาท ไม่นับเครื่องสังฆทานกองโตที่ใครๆ เห็นก็พากันขออนุโมทนาด้วย ตอนนี้หล่ะคะ ไก่แก้วรู้สึกหายเหนื่อยในทันที จริงๆ แล้วพี่ๆ เค้าเป็นคนน่ารักค่ะ เค้าเองก็พูดว่าจะให้เค้าเรียบร้อยอย่างเราไม่ได้หรอก เค้าไม่เคย และไม่รู้ทำเนียม อีกทั้งเป็นคนจีน ชินกับการเสียงดัง แต่จิตใจเค้าดีนะ เราเองก็เห็นค่ะ ว่าเค้าจิตใจดีจริงๆ
หลังจากเสร็จเรื่องการถวายสังฆทาน หมดภาระที่ต้องรับผิดชอบชั่วคราว ไก่แก้วก็ถอยออกมานั่งกับอจ. ปู่ปู้ เยื้องไปด้านหลังองค์หลวงตา เห็นเพียงซีกหน้าท่านด้านซ้ายเป็นครั้งคราว เริ่มกำหนดใจกายให้สำรวมและตั้งใจฟังธรรมที่ท่านเมตตาชี้นำ สักพักหนึ่งเมื่อวางเรื่องข้างนอก เริ่มสัมผัสได้ถึงกระแสความเมตตาและความยิ่งใหญ่ขององค์หลวงตา ความรู้สึกเต็มตื้นเริ่มก่อตัวขึ้นกลางอก ทำให้น้ำตาพาลจะไหล กำหนดสติแนบลงไป ดูอาการที่เกิดขึ้น อาการตื้นตันใจก็ผ่อนลง จนจิตสงบราบเรียบ คงไว้แต่ความเบาสบาย และเบิกบาน ได้ปรารภภายในใจตัวเองว่า สบายจริงหนอ ได้อยู่ใกล้ ได้รับกระแสครูบาอาจารย์ช่างสบายจริง ๆ นี่แค่เพียงกระแสของท่านเท่านั้น หากได้อย่างท่าน จะสบายขนาดไหนหนอ
หลังจากนั้นก็กำหนดนั่งสมาธิ ทำความสงบ จนกระทั่งหลวงตาท่านให้พรและลุกจากที่เพื่อกลับที่พัก พอองค์หลวงตาหันมาทักโยมด้านหลัง ทำให้ได้เห็นท่านเต็มตา คราวนี้ไก่แก้วดูไม่ทันแล้วว่าความตื้นตันมาเมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีก็น้ำตานองหน้า ไหลอาบเป็นสายไปเสียแล้ว คราวนี้ทำอย่างไรน้ำตาเจ้ากรรมก็ไม่ยอมหยุดไหล ขยับย้ายที่ไปกับอจ. ปู ไปรอกราบลาองค์หลวงตาตรงทางที่ท่านจะเดินผ่าน ยิ่งได้เห็นองค์ท่านใกล้ขึ้น น้ำตายิ่งไหลพรากๆ ไม่ยอมขาดสาย กลายเป็นการร้องไห้ไปโดยปริยาย น้ำตาไหลไม่ยอมหยุดจนกระทั่งองค์หลวงตาท่านเดินลับสายตาไป
พี่สาวคนดีมาบอกให้แจ้งคณะให้ขึ้นไปกราบพระพุทธรูปบนศาลา เนื่องจากเคยได้กราบมาแล้ว ไก่แก้วเลยล่วงหน้ามาตรงเต้นทำบุญสร้างสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน มาคอยบอกให้สมาชิกแวะไปดื่มน้ำเย็นที่ทางวัดจัดไว้ใกล้ๆ เป็นน้ำที่ผสมน้ำมนตร์ขององค์หลวงตา สมาชิกต่างก็พากันมาดื่มอย่างน่าชื่นใจ แล้วไก่แก้วกับอจ. ปูก็ย้อนกลับไปตรวจดูว่ามีสมาชิกหลงเหลือที่ศาลาหรือไม่ และได้แวะไปพบพี่สาวอีกท่านซึ่งสละเวลามาช่วยดูแลเรื่องการบริจาคเงินช่วยชาติ พี่สาวจำไก่แก้วได้ และได้เก็บหนังสือประวัติหลวงปู่มั่นไว้ตามคำขอ กราบขอบพระคุณในความเมตตาอีกครั้งค่ะ
ไก่แก้วกับอจ. ปูติดอยู่ตรงโต๊ะนี้นานพอสมควร เนื่องจากชาวคณะเราได้ไปขอรูปภาพองค์หลวงตากำมือใหญ่ๆ แล้วก็ไม่ได้แสดงความเคารพ ทำตกเรี่ยราด แล้วก็เดินผ่านไป เรา ๒ คนก็ได้แต่รับฟัง และขอโทษแทน กว่าจะขอปลีกตัวออกมาได้ ใครๆ ในคณะก็มารอเราบนรถกันหมดแล้ว ขอโทษนะคะ
จากนั้นเราก็เดินทางออกจากวัดป่าบ้านตาด ทุกๆ คนดูสดชื่น และอิ่มเอม ที่หมายต่อไปคือวัดถ้ำกลองเพล ขององค์หลวงปู่ขาว อนาลโย
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ไก่แก้วได้ไปวัดถ้ำกลองเพล ก่อนหน้านี้เคยแค่เพียงได้ยินชื่อ และทราบว่าเป็นวัดขององค์หลวงปู่ขาว อนาลโย แม้ประวัติขององค์หลวงปู่ขาวท่าน ไก่แก้วเองก็ไม่ทราบมากไปกว่าท่านเป็นลูกศิษย์องค์สำคัญองค์หนึ่งขององค์หลวงปู่มั่น และมีความเมตตาสูง เคยได้เห็นรูปขององค์หลวงปู่จากที่ต่างๆ พอสมควร จำได้ว่ารอยยิ้มของท่านเปี่ยมไปด้วยความเมตตา ได้เห็นรูปหลวงปู่คราใด ก็มักจะรู้สึกเย็นสบายใจ เหมือนสายฝนที่ประพรมลงมาให้ไอร้อนในใจคลายลง การได้ไปวัดถ้ำกลองเพลครั้งนี้ ทำให้ไก่แก้วต้องรีบขวนขยายหาหนังสือประวัติของท่านมาอ่าน เหตุผลหรือค่ะ อดใจรอสักครู่
จำไม่ได้ว่าเราใช้เวลาเดินทางจากวัดป่าบ้านตาด ไปวัดถ้ำกลองเพลนานแค่ไหน รู้สึกเหมือนกับว่าไม่ไกลกันเท่าไหร่ก็ถึงแล้ว ก่อนจะไป ไม่ได้คาดหวังอะไรเป็นพิเศษ ด้วยเหตุผลที่กล่าวไว้ข้างต้น และไม่ได้รู้จักกับพระหรือโยมทางสายนี้เลย จะเรียกได้ว่าเครือข่ายไก่แก้วมาไม่ถึงก็ว่าได้ค่ะ :-P (ขอแอบคุยว่า ถ้าเครือข่ายมาถึง ไก่แก้วจะมีเรื่องราวต่างๆ ของวัด อีกทั้งเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาเล่าให้ฟังมากมายค่ะ)
ขณะที่นั่งมาเพลินๆ เผลอๆ นั้น คิดเรื่องราวสารพัด จนเหลือบไปเห็นป้ายผ้าสีขาวที่แขวนไว้ระหว่างเสาไฟฟ้า เพื่อเชิญชวนให้ผู้มีจิตศรัทธาไปร่วมแสดงมุทิตาจิตในวันครบรอบวันมรณภาพขององค์หลวงปู่ขาวในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม หรือในวันรุ่งขึ้น ทำให้ทราบว่าใกล้จะถึงวัดถ้ำกลองเพลแล้ว พอรถเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเส้นที่จะนำไปสู่วัด ความรู้สึกตื้นตันใจไม่ทราบมาจากที่ไหน มันรื้นขึ้นมากลางอก พิจารณาดูด้วยความประหลาดใจในขณะที่น้ำตาค่อยๆ ซึมขึ้นมาปริ่มๆ ขอบตา เป็นเรื่องที่แม้ตอนนี้ก็อธิบายปฏิกิริยาของตัวเองไม่ได้ ทราบแต่ว่าความตื้นตันนั้น พิจารณาอย่างไรก็ไม่คลาย มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใกล้เข้าไป และทราบว่าหากไม่เฝ้ามองดูไว้ คงได้น้ำตาไหลพรากๆ ให้ใครๆ แตกตื่นกันไป หันไปสบตากับพี่จูน แล้วก็ได้แต่บอกพี่จูนเบาๆ ว่าสงสัยจะต้องเคยมีอะไรผูกพันกับองค์หลวงปู่ขาวและวัดนี้แน่ๆ
พิจารณาใจและอารมณ์ที่เกิดขึ้น เห็นความคลื่นไหวที่ไม่คงที่ของแรงที่เกิดกับใจ กำลังเพลินพิจารณาดูไป รถก็ขึ้นไปถึงลานวัดเสียแล้ว
วัดถ้ำกลองเพล (แม้ไม่ได้มีเวลามากนัก) ดูจะเป็นวัดที่กว้างขวางมาก ในขณะนั้นมีพระหลายรูปพร้อมกับโยมผู้ชายทำงาน เตรียมการสำหรับงานขององค์หลวงปู่ในวันรุ่งขึ้น คณะเรารีบพากันขึ้นไปที่ถ้ำด้านบน ไก่แก้วรั้งท้าย ไม่ได้รีบนำไปเหมือนทุกที เพราะรู้สึกตื้นตันตลอดเวลา น้ำมูกน้ำตาพาลจะไหลเนืองๆ ทำให้ไม่ไว้ใจตัวเองในการพูดจา เลยรั้งท้าย คอยดูแลบอกทางสมาชิกให้ไปที่ถ้ำ สมาชิกที่น่ารักก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือหอบเครื่องสังฆทานขึ้นไป
สมาชิกของเราดูแล้วเป็นผู้มีจิตศรัทธาดีในระดับหนึ่งทีเดียว เพราะเมื่อไปวัดก็พากันไปจุดธูปเทียนไหว้พระ พี่ๆ บางคนก็มีการสวดมนตร์หน้าพระพุทธรูปด้วย ดูแล้วน่าชื่นใจค่ะ เมื่อรวบรวมคณะได้ครบแล้ว เราก็ได้รับแจ้งว่าเราโชคดีนัก จะได้กราบหลวงปู่บุญเพ็ง เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ซึ่งปกตินั้นท่านไม่ค่อยจะได้อยู่ที่วัด เนื่องด้วยท่านอาพาธ ต้องเข้าไปรักษาตัวที่กรุงเทพ ช่วงนี้ท่านกลับมาเพราะงานหลวงปู่ค่ะ
พี่สาวใจดีชักชวนคณะเราร่วมทำบุญสมทบค่ารักษาพยาบาลและซื้อ wheel chair ใหม่ให้กับหลวงปู่ เรารวบรวมปัจจัยได้ ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท พี่บางคนบ่นแล้วบ่นอีกว่านำเงินมาน้อย ทำให้ทำบุญได้น้อย ไม่สมใจที่อยากจะทำ พี่สาวท่านนี้ไปอยู่ที่อเมริกามา ไม่แน่ใจว่ากลับมาอยู่เมืองไทยเลย หรือเพียงมาเยี่ยมเยียน พี่เค้ามากับญาติ ญาติเองก็ไม่ได้คิดว่าจะเกิดจิตศรัทธาอะไรมากมาย จึงได้บอกพี่สาวท่านนี้ว่าจะใช้เงินเท่าไหร่ก็ให้เอาจากเค้า พี่สาวท่านนี้เลยไม่ได้นำเงินสดติดตัวมามากนัก ได้ทราบมาว่าพี่สาวท่านนี้โทรศัพท์กลับไปหาสามี โอดครวญที่ตัวเองไม่ได้เตรียมปัจจัยมาให้พอ เพราะไม่ได้คาดหวังอะไรจากการมาครั้งนี้มากนัก จะหยิบยืมจากญาติมาก ก็เกรงใจ ไก่แก้วคาดว่าเค้าคงนึกว่าจะเหมือนทัวร์ ๙ วัดทั่วๆ ไปที่พาคนไปในช่วงกฐิน หรือเทศกาลต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เราได้กำลังใจมากเลยค่ะ ได้ความสุขใจที่มีส่วนชักจูงคนเข้าวัด สร้างศรัทธาให้คนอีกกลุ่มหนึ่งได้หันมาเป็นชาวพุทธแท้ๆ ไม่ใช่แค่มีคำว่า พุทธ ประดับในทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชนเท่านั้น
เรานั่งรอหลวงปู่ คุยกันเรื่องการทำบุญ และบอกยอดเงินทำบุญที่วัดป่าบ้านตาดให้ทุกๆ คนได้อนุโมทนา พี่สาวใจดีเมตตาเล่าให้คณะฟังว่าองค์หลวงตาและครูบาอาจารย์ท่านจะเน้นว่าให้เราอนุโมทนาบุญด้วกยารกล่าวคำว่า สาธุ ดังๆ เพื่อที่เหล่าเทพเทวดา และดวงจิตทั้งหลายจะได้รับรู้และมาร่วมอนุโมทนาบุญกับเราด้วย เป็นการเผื่อแผ่ผลบุญไปสู่ผู้ร่วมสังสารวัฏ หลังจากที่ได้ทราบคำสอนของครูบาอาจารย์ สมาชิกของเราก็พากันอนุโมทนาบุญเสียงดังฟังชัดมาก น่าชื่นใจอีกแล้วค่ะ พวกพี่ๆ เค้าดูจะเปลี่ยนไปกันพอสมควร ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวพวกเค้าเองจะรู้สึกหรือไม่ ไก่แก้วรู้สึกได้ว่าเค้าสงบและสำรวมขึ้นมากกว่าวันก่อนมากทีเดียว ปลื้มค่ะ ปลื้ม ^___^
หลังจากที่เราพากันอนุโมทนาบุญเสร็จไม่นาน มีรถนำหลวงปู่บุญเพ็งซึ่งต้องนั่งรถเข็นมาที่ถ้ำที่เรารออยู่ พอเห็นหลวงปู่ลงมาจากรถใน wheel chair ไก่แก้วก็ประกาศบอกพี่ๆ ผู้ชายว่าถ้าใครอยากได้บุญให้ไปช่วยกันยกเก้าอี้หลวงปู่ขึ้นมาที่ถ้ำ แต่ขอให้ยกเบาๆ นิ่มๆ พี่ผู้ชาย พากันรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปช่วยครูบาฯ ยกเก้าอี้หลวงปู่ทันที (เป็นที่อิจฉาของไก่แก้วมากๆ) ทั้งโยมทั้งฆราวาสนิมนตร์หลวงปู่มาถึงที่จัดไว้ แล้วช่วยกันอุ้มองค์หลวงปู่ย้ายมานั่งที่เก้าอี้บนยกพื้น
ไก่แก้วนั้นเต็มตื้นตลอดเวลาที่นั่งอยู่ในถ้ำ ไม่ได้พูดอะไรกับใครมาก แต่คอยบอกให้พี่ๆ เค้าขยับขึ้นไปนั่งด้านหน้า บางคนเห็นไก่แก้วนั่งห่างออกมา ก็ไม่กล้าที่จะเลื่อนไปนั่งด้านหน้า จึงต้องบอกให้พี่เค้าคลานเข้าไปตามสบาย ไก่แก้วถือว่าได้กราบครูบาอาจารย์เป็นนิจ และจะมากราบหลวงปู่ท่านอีก ก็คงไม่ยากนัก แต่พี่ๆ เค้ามีโอกาสน้อยกว่า และอยากให้เค้าได้ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ ได้รับกระแสท่านไว้มากๆ
หลวงปู่ท่านเมตตามาก ไต่ถามและชวนคณะเราสนทนา สมาชิกทุกคนดูจะสดชื่นเบิกบานกันไปตามๆ กัน ในบางครา ไก่แก้วเห็นหลวงปู่ท่านเมตตามองตรงมาทางไก่แก้วถึงแม้ว่าไก่แก้วจะนั่งอยู่ไกลๆ คณะได้พากันน้อมถวายเครื่องสังฆทานและปัจจัย หลังจากนั้นหลวงปู่ท่านก็ได้เมตตาให้พร แล้วยังแถมด้วยการนำร่มมาเคาะให้รายบุคคลเพื่อเป็นสิริมงคล (ไก่แก้วมัวแต่ขี้แยเลยไม่ทราบว่าเป็นใครที่กราบขอความกรุณาจากหลวงปู่) ชาวคณะเรายิ่งอิ่มเอมกับความเมตตาขององค์ท่านไปใหญ่
พี่สาวใจดีอีกท่านได้กล่าวขออนุญาตหลวงปู่นำคณะขึ้นไปกราบสักการะเจดีย์พิพิธภัณฑ์องค์หลวงปู่ขาว หลวงปู่บุญเพ็งท่านก็เมตตาอนุญาต และยังพูดหยอกว่าระวังเน้อ อย่าเผลอหลงไปจะโดนเสือเอา มีเสือยู่หนึ่งตัว มีเสียงคนในคณะถามอย่างไม่แน่ใจว่าเสืออะไร หลวงปู่หัวเราะ แล้วก็บอกว่าให้ไปดูเอา ^___^
หลังจากเสร็จพิธีเคาะ คณะก็เริ่มแยกย้ายกันไปที่รถ พวกเราก็รั้งท้ายเช่นเคย อจ. ปู่ปู้มากระซิบถามว่าถ่ายรูปหลวงปู่ได้ไหม ไก่แก้วก็เลยคลานเข้าไปกราบเรียนขออนุญาตจากพระอุปัฏฐาก กราบเรียนท่านว่าเราจะกราบขออนุญาตถ่ายรูปองค์หลวงปู่โดยไม่ใช้ flash ให้กระทบกระเทือนองค์ท่าน พระอุปัฏฐากท่านก็พยักหน้าอนุญาต เพื่อความมั่นใจ อจ. ปู่ปู้คลานเข้าไปกราบเรียนขออนุญาตจากองค์หลวงปู่อีกที ซึ่งท่านก็อนุญาต
ในขณะที่อจ. ปู่ปู้ถ่ายรูป ไก่แก้วก็คิดขึ้นมาว่าเรายังไม่เคยถ่ายรูปครูบาอาจารย์องค์ใดเลย วันนี้มีโอกาส น่าจะถ่ายไปไว้บูชา ก็เลยยกกล้องขึ้นจบแล้วอธิษฐานขออนุญาตหลวงปู่ เสร็จแล้วก็เช็คกล้องว่า flash นั้นถูกปิดไว้แล้ว มีเครื่องหมายสายฟ้าในวงกลม(ถูกกัก) แสดงเรียบร้อย ไก่แก้วก็คลานเข้าไปเบื้องหน้าหลวงปู่ ยกกล้องขึ้นจบไหว้ท่านอีกครั้ง หลวงปู่ท่านเมตตาขยับองค์ท่านให้ตรง แล้วนิ่งไว้ ไก่แก้วยกกล้องขึ้นจับภาพ แต่ความที่ในจอแสดงภาพมืดมิด มองไม่เห็นองค์ท่านเลย ก็เลยนึกในใจในจังหวะที่กดชัตเตอร์ว่า เราจะได้รูปหลวงปู่ไหมหนอ มืดขนาดนั้น ปรากฏว่าเมื่อกดชัตเตอร์ลงไป flash วาบขึ้นมาสว่างไปทั้งถ้ำ ไก่แก้วตัวเย็นเฉียบ ตกใจมากจนตัวสั่น ได้แต่ละล่ำละลักกราบเรียนขอขมาหลวงปู่ทั้งด้วยวาจาและในใจ และกราบเรียนพระอุปัฏฐากว่าไม่ทราบทำไม flash จึงขึ้น ไม่ได้ตั้งใจเลยแม้แต่น้อย แล้วก็ก้มลงมองดูกล้อง ก็ยังคงเห็นสัญลักษณ์ว่า flash ถูกปิดไว้แสดงอยู่ หลวงปู่และพระยิ้มน้อยๆ บอกว่าไม่เป็นไร ด้วยความที่คณะต้องรีบไป ไก่แก้วได้แต่ขอขมาหลวงปู่ซ้ำๆ ในใจ ในขณะที่กราบลาท่านลงมาจากถ้ำ
พอเห็นหน้าพี่สาวใจดีและคณะ ก็รีบเล่าให้ฟัง ตัวไก่แก้วยังคงสั่นไม่หาย และเสียงก็เครือมาก ในตอนนั้นอยากร้องไห้เป็นที่สุด เพราะตกใจมาก และรู้สึกผิดที่กระทบกรเทือนครูบาอาจารย์ พี่สาวบอกว่าหลวงปู่ท่านคงตั้งใจ อย่าได้คิดอะไรมาก ไก่แก้วฟัง แต่ก็ยังไม่ปักใจ
รถบัสคันใหญ่ของเราพาเราไต่เขาขึ้นไปที่เจดีย์พิพิธภัณฑ์ และแล้วเราก็เจอเสือค่ะ อิ อิ เป็นรูปปั้นเสืออยู่บนโขดหินใหญ่ด้านซ้ายมือ จุดนั้นดูเหมือนหลวงปู่ท่านจะเรียกว่าโคกเสือ
ลานเจดีย์ด้านบนสงบสวยงามมากค่ะ เจดีย์ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก เราพากันเข้าไปกราบนมัสการรูปปั้นและพระอัฐธาติขององค์หลวงปู่ขาว พี่สาวใจดีนำคณะกล่าวคำขอขมาครูบาอาจารย์ มีคนสวดกันได้ไม่กี่คน ไก่แก้วก็เลยขอ(อีกแล้วค่ะ) ว่าถ้าเทวดาได้ยิน ให้ช่วยกันสวดด้วยนะคะ ตอนสวดมนตร์เลยเหมือนมีเสียงกระหึ่มจากทางด้านซ้ายตลอดเวลา แต่ก็ไม่ปักใจว่าเป็นอะไรนะคะ อาจจะเกิดจากการออกแบบเจดีย์ที่ทำให้เกิดเสียงก้องก็ได้ค่ะ :-P
พระอัฐิธาตุองค์หลวงปู่งามมากๆ ค่ะ ถ้าหากไม่มีป้ายบอก คงนึกว่ามีคนนำลูกปัดสีขาวเล็กๆ มาวางไว้ เพราะอัฐิธาตุของท่านเป็นเม็ดกลมสวยมากค่ะ กลมจริงๆ ค่ะ ไว้จะน้ำรูปมาให้ดูนะคะ ไก่แก้วอธิษฐาน(อีกเช่นเคย) ขออนุญาตถ่ายมาค่ะ ตอนที่ถ่ายรูป ก็ต้องแปลกใจ เพราะกดเท่าไหร่ flash ก็ไม่ขึ้น จนนึกขึ้นมาได้ว่าเรายังไม่ได้ปรับ mode กล้องใหม่หลังจากที่ถ่ายหลวงปู่บุญเพ็งเมื่อสักครู่นี้ เอ๋...แล้วทำไมเมื่อครู่ flash ติดได้เองหล่ะคะ :-O
ทั้งๆ ที่ไม่อยากจะจากสถานที่นี้ไป แต่ก็จำใจต้องจากมา วันข้างหน้า ไก่แก้วตั้งใจว่าจะกลับไปใหม่ หากท่านใดสนใจ ก็คอยฟังข่าวนะคะ
จากวัดถ้ำกลองเพลมา เราก็พาคณะไปซื้อของค่ะ ทัวร์ไหนๆ ของคนไทย หากขาดการจับจ่ายซื้อของไปคงไม่สมบูรณ์
ปล. ขออนุญาตนำเรื่องราวเกี่ยวผ้า และบ้านนาข่าไปไว้อีกวันนะคะ วันนี้ยาวมากแล้วค่ะ
ประสบการณ์ที่ได้รับ เป็นเรื่องราวส่วนตัว แต่ละคนอาจจะสัมผัสและมีประสบการณ์ต่างๆ กันไปนะ
ไม่ขอให้เชื่อ แต่ขอให้เปิดใจ แล้วลองไปสัมผัสด้วยตนเองค่ะ _/|\_
Posted on Sun 12 Jun 2005 16:01
http://kaikeaw.diaryclub.com/?date=20050515
อุด โดย นู๋นุช อิอิ