ก่อนที่จะเล่าเรื่องการเดินทางต่อ จะขอน้อมเอาส่วนหนึ่งจากหนังสือชีวประวัติ "พระหล้า เขมปัตโต" ซึ่งเขียนโดยองค์หลวงปู่หล้าเอง มา เพื่อให้ได้เห็นบรรยากาศของวัดป่าหนองผือนาในในสมัยที่องค์หลวงปู่มั่นท่านยังครองขันธ์อยู่ และอบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ค่ะ
_/|_ _/|_ _/|_
เสนาสนะยุคบ้านหนองผือ
ที่นี้ด้านเสนาสนะ องค์หลวงปู่มิได้ชอบก่อสร้างหรูหราอะไรดอก ทำพอได้อยู่ได้พักก๊อกๆ แก๊กๆ ไปเท่านั้น อย่างสูงก็มุงกระดาน ปูกระดานก็ไม่ไสกบ ฝาก็เหมือนกัน สมัยนั้นมีปูกระดานมุงกระดาน ๔ หลังเท่านั้น กับศาลาอุโบสถอีกหลังหนึ่ง กว้างประมาณ ๖ เมตร ยาวประมาณ ๘ เมตร เป็นศาลาเก่าโบราณที่เขาปลูกไว้ก่อนหลวงปู่มั่นจะไปอยู่ ส่วนศาลาฉันนั้นที่ปูฟากได้กล่าวแล้ว หลังอื่นๆ ที่พระเณรอยู่นั้นปูฟากมัดด้วยเครือเถาวัลย์และมัดด้วยตอก กั้นด้วยฝาแถบตองใบตองก่อและใบหูกวางทั้งนั้น ประตูทำเป็นฝา แถบตองเป็นหูผลักไปมา หน้าต่างฝาแถบตอง เสี้ยมไม้ไผ่เป็นง่ามค้ำเอาไว้เวลาเปิด เชือกระเดียงตากผ้าก็ฝั้นเอาฝ้ายอีโป้เป็นสามเกลียว เพราะฝ้ายไม่อด ส่วนเครื่องมุงกุฏิหญ้าคาเป็นส่วนมาก
ตามธรรมดาประจำปี พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ก็มีการซ่อมแซมหลังคา ระดมไพหญ้า ใครจะใช้อุบายหลบการงานไม่ได้ เว้นไว้แต่ผู้ป่วยจริงๆ จังๆ การทำงานมิได้มีเสียงอึกทึก เมื่อมีเรื่องจำเป็นพูดกันพอได้ยิน ถ้ามีการผ่าฟืนก็ได้ยินแต่เสียงงาน ฟังไกล ๑ เส้นแล้วไม่ได้ยินเสียงพูด ถ้าไกล ๑ เส้นแล้วได้ยินเสียง ก็ได้ยินแต่เสียงหลวงปู่องค์เดียวเท่านั้นละ แต่มิได้ทำงานจนเลยเขตข้อวัตร เช่นกวาดตราดและตักน้ำ เป็นต้น การเก็บเครื่องมือและอะไรต่ออะไรเรียบร้อยไม่ปล่อยระเนระนาด ถ้าทำสองวันติดๆ กันยังไม่เสร็จ หลวงปู่ให้หยุดวันหนึ่งเสียก่อน เกรงว่าสมถะและวิปัสสนาจะไม่ติดต่อ แล้วจึงทำต่อไปเป็นระยะ หยุดเป็นระยะ
หยุดนี้แปลว่างานที่เกี่ยวข้องหมดวัด แต่ข้อวัตรเกี่ยวกับครูบาอาจารย์ประจำวันเวลานั้นและส่วนรวมประจำวันเวลานั้นจะไม่ตรงต่อเวลาไม่ได้ ผูกขาดอยู่แล้ว ส่วนข้อวัตรประจำตัวเดินจงกรมภาวนาตอนกลางคืนนั้นก็ผูกขาดอีก จะอวดอ้างว่าตอนกลางวันเรามิได้พักเราจะนอนแต่หัวค่ำละวันนี้หรือเราจะตื่นสายละวันนี้ก็ไม่ได้อีก เว้นไว้แต่เจ็บป่วยจริงๆ ถ้าเจ็บนิดๆ หน่อยๆ แล้วโกหกว่าเป็นหนัก องค์หลวงปู่ก็รู้และหมู่เพื่อนผู้ตาแหลมก็รู้อีก วิชาขี้เกียจขี้คร้าน วิชามักง่าย วิชาเห็นแก่ตัวในอามิสต่างๆ ไม่มีในสำนักของหลวงปู่เลย ถ้ามีอยู่ไม่ได้ กระเด็นเลยไม่วิธีหนึ่งก็วิธีหนึ่งละ ในยุควัดป่าบ้านหนองผือไม่ขี้เกียจเขียนเลย พอใจเต็มที่แล้วเพราะเห็นด้วยตาพิจารณาด้วยใจ เพราะไม่ได้อ้างออกนอกไปว่าได้ยินแต่เขาว่า เขานั้นมันเกิดทีหลังของหูและตานอกตาในตาปัญญา ตาปัญญาขั้นสูงสุดสามารถไล่ความหลงและโง่ โง่และหลงและอวิชชาและกิเลสก็อันเดียวกัน กองปัญญานิพพิทาวิมุตติไล่ไปแตกกระเจิง
*****************************
จากที่ได้อ่านข้างบน จะเห็นได้ว่าข้อวัตรปฏิบัติของครูบาอาจารย์ และต่อครูบาอาจารย์นั้นละเอียดลออยิ่ง ความสำรวมในอินทรีย์นั้นมีทุกขณะ แม้แต่ในยามที่ทำงานการก่อสร้าง ซ่อมแซมกุฏิ เมื่อเขียนเรื่องการเดินทางเสร็จสิ้นบริบูรณ์แล้ว ไก่แก้วจะนำมาให้ได้อ่าน ได้เข้าใจในปฏิปทาของพระป่าเพิ่มมากขึ้นค่ะ
2005-05-28 - 1:00 p.m.
http://kaikeaw.diaryland.com/050528_60.html