O-EnTriEs

... ในที่สุด ก็ถึงวันที่จะได้เดินทางเพื่อไปเยี่ยมนมัสการวัดต่างๆ ตามรอยธรรมองค์หลวงปู่มั่น คณะของเรามีการเตรียมการหลายๆ อย่าง จัดหาหนังสือธรรมะเพื่อนำไปแจกเป็นธรรมทาน หาเครื่องเขียนเพื่อไปบริจาคแก่เด็กยากจน ตลอดจนเตรียมกายและใจตัวเองให้พร้อมสำหรับการช่วยดูแลคณะทัวร์ รวมแล้วประมาณ 80 ชีวิตด้วยกัน ฟ้าฝนก็ดูจะเป็นใจให้กับคณะเราเหลือเกิน พรมน้ำมนตร์ราวกับสาดน้ำสงกรานต์ ทำให้ต้องได้ลุ้น(ระทึก)ว่าจะไปที่ถึงที่นัดหมายตรงตามเวลาหรือไม่
... เรานัดหมายกันเพื่อขึ้นรถที่โรงแรมแม่น้ำ ถ. เจริญกรุง เวลา 20.00 น. ด้วยแผนที่จากการอนุเคราะห์ของลูกน้อง ก็สามารถไปถึงโรงแรมได้ก่อนเวลาถึงครึ่งชม. แต่ก็ยังช้ากว่า อจ. ปู่ปู้ ตู่ คุณป้าของตู่(จนแล้วจนรอด ก็ลืมถามชื่อท่าน) พี่หมู(พี่ที่ทำงานของตู่) แต่...ไปถึงก่อนพี่จูนเจ้าค่ะ ^____^ (พี่จูนไม่ได้ไปสายนะคะ) พอเห็นรถบัสที่เราจะขึ้น ก็มีอันชะงัก รู้สึกตะหงิดตะหงิด เพราะมีคำว่า"ลูกพระพรหม"ติดหราอยู่หน้ารถ เฮ้อ! คงจะคิดฟุ้งซ่านไปเองมั้งเรา เลยสะดุด
... กว่าจะเสร็จขบวนการจัดกลุ่มคนขึ้นรถ และพยายามช่วยกันบรรจุข้าวของต่างๆ ขึ้นให้ครบและออกเดินทาง ทุกคนก็ล้าไปกันพอสมควร ฝนเองก็พรมโปรยปรายตลอดเวลา อยากจะคาดเดาว่าเทวดาท่านร่วมอนุโมทนาบุญ เราเริ่มออกเดินทางช้ากว่ากำหนดไปไม่มากนัก (ตามมาตรฐานคนไทย)
... รถของเราได้เปรียบกว่ารถอีกคันอย่างมาก ตรงที่มีเสบียงอาหารเพียบไปหมด เริ่มต้นกันด้วยข้าวเหนียวไก่ทอด แล้วก็ตามด้วยขนมปังไส้ต่างๆ อีกหลากหลายชนิด มีพี่ๆ ที่ใจดีเตรียมมาให้อย่างเสร็จสรรพ ในขณะที่รถอีกคันมีแต่น้ำดื่ม (อิ อิ) ส่วนที่เราขาดก็เพียงแค่น้ำเท่านั้น พี่ๆ เค้าบอกว่า ถึงเวลาที่ลงไปรวมกัน ขอความร่วมมืออย่ากล่าวขวัญถึงข้าวเหนียวไก่ทอด เพราะเตรียมมาไม่พอแจกอีกคัน ...สงสัยว่าคนรถนี้จะทำบุญมาดี ตักบาตร ดูแลครูบาอาจารย์
... หลังอาหาร พี่สาวใจดีกล่าวนำและอธิบายธรรมเนียมต่างๆ ของวัดป่าในเบื้องต้น แต่เนื่องจากดูแล้ว สมาชิกส่วนใหญ่จะเริ่มเพลียๆ ก็เลยไม่ได้ให้ข้อมูลละเอียดนัก หลังจากนั้นเราก็ต่างคนต่างเริ่มหามุมสงบในใจตัวเอง เพื่อเตรียมพักเอากำลัง พี่ๆ บางคนที่ดูเหมือนจะล้า ก็เริ่มคว้าไมค์มาร้องเพลงในรถ จำได้ว่าหลับไปพร้อมกับคิดกังวลว่าจะไหวไหมหนาเรา ดูท่างานนี้คงหนักพอสมควร
... มาตื่นตอนรถพักเติมน้ำมัน น่าจะประมาณใกล้ๆ แถวสระบุรี (จำไม่ได้ค่ะ ใครช่วยที) มีกลิ่นเหม็นไหม้นิดๆ แต่นึกว่าเป็นกลิ่นรถคันอื่น ที่ปั๊มน้ำมันแห่งนั้น ในปั๊มนั้นทั้งรถและคนพลุกพล่านมากๆ ราวกับมีงานวัด น่าแปลกใจจริง ๆ ค่ะ เป็นครั้งแรกที่เดินทางกับรถทัวร์ในยาวค่ำคืน ก็เลยพบว่าน่าประหลาดใจ
... และแล้วรถก็ออกเดินทางต่อ เราก็พากันเข้าสู่ห้วงนิทรากันต่อ จนกระทั่ง...มีเสียงประหลาด คล้ายๆ อะไรบางอย่างสิ้นลม ตอนแรกเข้าใจว่ายางรถอาจจะระเบิด เพราะเสียงคล้ายๆ ยางแบนครูดไปกับถนน แล้วรถก็เบนเข้าข้างทาง มีกลิ่นเหม็นไหม้ชัดเจน พี่ที่นั่งด้านหลังท้ายรถ บอกว่ามีบางอย่างไหม้ เพราะมีควันพุ่งขึ้นมา ลูกศิษย์วัดตัวกลมก็ควักเป้ หยิบไฟฉาย (ในรถมืดสนิท) แล้วก็รีบลงไปหาข้อมูลพร้อมๆ กับพี่สาวผู้ใจดี เหลือบดูนาฬิกาเป็นเวลาใกล้ๆ เที่ยงคืน
... คนขับรถหน้ายุ่ง อยู่ตรงห้องเครื่องท้ายรถ มีควันขาวโพยพุ่ง ลูกชายคนขับกำลังพยายามพัดให้ควันจางโดยเร็ว เพื่อประเมินอาการของเครื่องยนตร์ คนขับแจ้งเราว่า compressor แอร์ระเบิด คงไม่สามารถนำรถคันนี้ไปจนถึงสกลนครได้อย่างแน่นอน พี่ผู้ชายที่ลงไปสังเกตการณ์ด้วย ก็เริ่มขมวดคิ้ว เริ่มเห็นเงาแห่งหมู่ยักษ์ในใบหน้า สังเกตใจตัวเอง แรกที่ได้ยิน ก็มีอาการนิดหน่อย มีการเคลื่อนไหวของจิต แต่อาจจะเนื่องจากการดูและรับรู้ทันทีที่มีการเคลื่อน ไม่ปรากฏเป็นอารมณ์ที่รบกวนความสงบในใจ (หรืออาจจะมีที่ละเอียด แต่ตัวเองไม่สามารถมองเห็นได้)
... นักข่าวตัวกลมสำรวจใจตนเสร็จ ก็กลับขึ้นมารายงานข่าวบนรถ สมาชิกส่วนใหญ่ตื่นกันแล้ว และเริ่มมีสมาชิกเหล่ายักษ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเมื่อรายงานข่าวไป ปฏิกิริยามีให้เห็นอย่างชัดเจน ตอนนี้เตือนตนว่า "เพ่งโทษเขา เพิ่มโทษเรา" เหมือนที่มีผู้เมตตานำมาลงไว้ในลานธรรม เพื่อเตือนสตินานแล้ว (ไม่แน่ใจว่าใช่โจโจ้หรือเปล่า) นั่งดูใจตัวเองไปเรื่อยๆ เห็นความแตกต่างระหว่างผู้ภาวนา และผู้ไม่ภาวนาอย่างชัดเจน เมื่อมีสิ่งมากระทบ แตกต่างกันมากมาย นึกระลึกในใจว่าเราเอง ก็เคยเป็นเช่นนั้น และสอนตัวเองต่อว่าดูไว้เพื่อเตือนใจเรา เมื่อขาดสติ ขาดการภาวนาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ทุกข์กว่าเมื่อมีภาวนาเป็นปกติแค่ไหน
... เราถึงปั๊ม Jet โดยสวัสดิภาพ แต่ก็ต้องรอรถคันใหม่ขึ้นมาเปลี่ยน นานถึง 2 ชม. แต่กระนั้นกลุ่มของเราก็ยังคงสามารถดูแลใจให้เป็นปกติได้อย่างดี ระหว่างรอ มีรถมากมายขับเข้ามาใช้บริการที่ปั๊ม มีผู้คนหลากหลายให้เราได้ดู มีที่น่าสลดสังเวชด้วย เป็นคณะทัวร์ผ้าป่า ที่ทานเหล้าเปิดเพลงกระหึ่ม เต้นกันราวกับว่าอยู่ในสถานเริงรมย์ เดินลงจากรถบัส ยังแทบจะตกบันไดรถทรงตัวไม่ได้ เห็นแล้วชวนให้สยอง เมื่อนึกต่อไปว่าเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ดวงจิตเหล่านี้จะมีภพภูมิไปในทิศใด
... ในที่สุดรถคันใหม่ของเราก็มาถึง ช่วยกันถ่ายลำเลียงสัมภาระและข้าวของ แล้วก็ออกเดินทางต่อ พี่สาวผู้ใจดีปลอบใจว่าอาจจะเป็นเรื่องที่ดี อาจจะมีเหตุที่ช่วยเราไว้ อาจจะเป็นไปเพื่อให้เราได้มีโอกาสกราบนมัสการหลวงพ่อแบน เนื่องจากทราบมาว่าท่านยังไม่เสร็จธุระ จึงยังไม่ได้เดินทางกลับไปสกลนคร แต่ในใจลูกศิษย์ตัวกลมรู้ว่าคงไม่มีโอกาสได้กราบท่านแน่ในคราวนี้ ไม่ได้พูดบอกใครออกไป เก็บไว้ในใจเราดีกว่า เมื่อพูดไปแล้วเสียมากกว่าได้
... มีความรู้สึกว่า เราหลับกันไปนานมาก แต่..เอ๋ ทำไมไม่ถึงซะที เริ่มพากันทำตัวเลียนแบบยีราฟ ยืดคอมองป้ายข้างทาง เพราะไม่ทราบเลยว่าเราอยู่ที่ไหนกันแล้ว ในที่สุดก็ได้แวะล้างหน้าแปรงฟัน และทราบว่าอีกราวๆ 100 กว่ากิโล จึงจะถึงสกลฯ ไม่เป็นไรค่ะ กำลังใจเราก็ยังคงดี เพราะท้องเรายังอิ่ม เสบียงที่เตรียมมา ยังคงช่วยยังขันธ์ไปได้อีกมื้ออย่างสบายๆ ^___^
ปล. ส่วนหนึ่งที่รักษาใจไว้ได้ คงเป็นเพราะการภาวนาและมีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกประมาณ 79 ชีวิตค่ะ ถ้าอยู่คนเดียว อาจจะภาวนาไว้ไม่อยู่ก็เป็นได้ค่ะ แฮะๆๆ

Posted on Sat 4 Jun 2005 23:27
http://kaikeaw.diaryclub.com


*.:。✿~ ไก่แก้ว ~✿。:.*
View full profile