กาลครั้งหนึ่งนานแสนนานมาแล้ว มีอาณาจักรที่รุ่งเรืองไม่แพ้อาณาจักรเพื่อนบ้านอย่างอิยิป ชื่อว่าอาณาจักรฮิตไทต์ กษัตริย์ผู้ครองนครมิได้เป็นเพียงประมุขสูงสุดผู้ปกครองบ้านเมือง หากยังทรงเป็นนักรบ และนักบวชสูงสุดอีกด้วย
ในรัชสมัยของกษัตริย์หนุ่มพระองค์หนึ่ง ผู้ซึ่งนอกจากจะมีพระรูปอันงดงามราวรูปสลักแล้ว ยังทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านต่างๆ ทำให้บ้านเมืองสงบสุข และเจริญรุ่งเรือง ทรงครองราชอย่างผาสุขพร้อมองค์ราชินีผู้เลอโฉม เมื่อใดที่ต้องทรงเสด็จออกรบ หรือเสด็จไปไกล ก็จะทรงมอบหมายให้องค์ราชินีอันเป็นที่รัก เป็นผู้สำเร็จราชการแทน องค์ราชีนีแม้จะเป็นเพียงอิสตรี ก็ทรงมีพระปรีชาสามารถดูแลราชการแผ่นดินแทนพระสวามีได้เป็นอย่างดี
ยิ่งอาณาจักรยิ่งเจริญรุ่งเรือง ก็ยิ่งมีผู้โลภอยากครอบครองมากยิ่งขึ้น เวลาอันผาสุขของทั้งสองพระองค์ก็ต้องมาสิ้นสุด เมื่อวันหนึ่งองค์กษัทตริย์ได้เสด็จออกรบ แม้จะทรงสามารถนำชัยชนะมาได้ แต่ก็ต้องเสียพระชนน์ชีพลงเพราะการศึกนั้น
พระศพได้ถูกอัญเชิญกลับพระนคร ท่ามกลางความโศกเศร้าของทุกๆ คน แต่มิมีความเศร้าโศกของผู้ใดจะยิ่งไปกว่าขององค์ราชินี พระศพถูกชำระล้างด้วยเครื่องหอม แล้วแต่งองค์ใหม่ด้วยชุดทรงสีขาว ประดับด้วยเครื่องทอง แล้วอัญเชิญไปไว้บนแท่งหินใหญ่กลางพระวิหาร แท่นหินนี้ถูกขุดแกะจนเป็นแอ่งลึกตรงกลาง จนสามารถบรรจุพระบรมศพได้ น้ำมันหอมถูกนำมาเติมจนเต็มแอ่งหิน และท่วมพระสรีระดอกไม้สีขาวหอมละมุน ดอกเล็กๆ ราวน้ำตาเทียน ถูกนำมาลอยไว้จนคลุมปิดพระสรีระจากสายตาทุกๆ คน ราวกับเป็นม่านคลุมพระที่บรรทมอันสงบงดงาม
เสียงแผ่วเบาแทบจะไม่ได้ยินของนางกำนัลกราบทูลเชิญเสด็จองค์ราชินี เพื่อให้พระองค์ทรงเสด็จเป็นประธานในพิธีส่งพระวิญญานของพระสวามีสุดที่รัก ให้ดำเนินกลับไปสู่การคุ้มครองของเหล่าเทพเจ้า พระนางนาถลุกจากพระที่ทั้งๆ ที่จับใจความที่กราบทูลมิได้ ทรงจำได้เพียงเลือนลางว่าได้รับการทูลเชิญไปทอดพระเนตรอะไรบางอย่าง ความรู้สึกของพระนาง รู้สึกราวกับว่าทุกๆ อย่าง ไม่ใช่ความจริง หากเป็นแค่เพียงความฝัน ความฝันที่โหดร้าย
กระจกเงาในท้องพระโรงสะท้อนให้เห็นสตรีนางหนึ่งผู้งามพร้อมด้วยพระสิริโฉม ใบหน้างามราวภาพวาด ผิวเนื้อผ่องผุดราวงาช้าง แต่ในขณะนี้ดวงพักตร์ที่เคยมีชีวิต ชีวาสดใส กลับขาวซีดราวนูปสลักจากหินอ่อน อีกทั้งดวงเนตรว่างเปล่า ไร้ซึ่งชีวิตชีวา
ทางเดินหินสีนวล ประดับประดาอย่างงดงาม แต่เรียบง่าย กว้างใหญ่อวดประวัติศาสตร์อันเกรียงไกรของชาติภูมิ ในยามปกติทางเดินที่นำไปสู่พระวิหารนี้ จะให้ความรู้สึกถึงความมั่นคง และอบอุ่น หากแต่ยามนี้มีเพียงความเงียงเหงาวังเวง และอ้างว้างสุดประมาณ
วิหารหลักขนาดใหญ่ทำด้วยหินสีนวลเฉกเช่นทางที่ทอดสู่ตัววิหาร ยกพื้นกลางวิหารเป็นที่ตั้งของแท่นหินที่ทำให้หัวใจเยือกเย็น พระนางทรงเสด็จเข้าไปในวิหาร ซึ่งยามนี้เงียบเหงา มีเพียงเสียงพระภูษาที่ขยับแผ่วๆ และเสียงสะอื้นไห้เบาๆ ของผู้ที่เฝ้าในพิธี แม้จะทอดพระเนตรเห็นสิ่งต่างๆ และบุคคลทั้งหลาย แต่พระนางกลับมิทรงสามารถบอกได้ว่าเห็นสิ่งใด หรือบุคคลใด นอกจากแท่นหินที่เป็นจุดหมายของการเสด็จ ทรงมุ่งตรงไปยังแท่นหินนั้น เสด็จก้าวขึ้นบรรไดที่มีอยู่ 4-5ขั้น ทรงโน้มองค์ลงมองในแอ่งหินใหญ่ แล้วใช้พระหัตถ์ทั้งสองแหวกดอกไม้ดอกน้อยๆ ที่ลอยอยู่จนแหวกออก ราวกับม่านอันบางเบาสีขาวที่ค่อยๆ คลี่ตัว เปิดให้ทรงทรงพระเนตรเห็นพระพักต์ของพระสวามีผู้เป็นที่รักยิ่งชีวิต นอนนิ่งสงบด้วยสีพระพักต์ราวกับเพียงหลับใหล ราวกับอีกไม่นาน จะทรงตื่น ลืมพระเนตรและส่งสายพระเนตรอันอบอุ่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความอาทรมาให้อย่างเช่นเคย หากแต่...ไม่มีอีกแล้วที่จะเป็นเช่นนั้น พระเนตรงามจะมิทรงลืมขึ้นมาอีกแล้ว พระหัตถ์อบอุ่นแข็งแรงจะมิทรงยื่นให้เกาะเกี่ยวยามดำเนินไปด้วยกันอีกแล้ว พระสุรเสียงทุ้มกังวาลจะมิได้เอื้อนเอ่ยคำใดๆ ให้ได้รับฟังอีกแล้ว
หัวใจของพระนางราวกับถูกของมีคมกรีดไม่มีชิ้นดี สิ่งที่พระนางทรงอยากกระทำ แต่มิอาจทำได้ ก็คือการตายตามพระสวามีสุดที่รัก แต่...มิอาจะจะตามเสด็จได้ ด้วยพระสวามีทรงได้สละพระชนน์ชีพเพื่อปกป้องอาณาจักรอันเป็นที่รักเอาไว้ พระองค์มิอาจละเลยหน้าที่ที่ต้องทุ่มเทรักษาอาณาจักรอันเป็นรักของพระสวามีได้ พระนางจำต้องฝืนมีชีวิตอยู่ ทั้งที่ทรงทราบดีว่า ต่อนี้ไป พระองค์จะมิพบสุขอีกเลยตราบจนลมหายใจห้วงสุดท้าย
"เมื่อยอดรักสละชีพเพื่อสิ่งอันเป็นที่รัก เราก็จักปกปักของรักไว้ ด้วยหัวใจและชีวิต...ทั้งหมดที่เรามี" ร่างกายของพระนางคงอยู่ ในขณะที่พระหฤทัยของพระนางสูญสลาย ตายไปพร้อมๆ กับพระสวามีอันเป็นที่รัก จวบจนวาระสุดท้ายของพระนาง มิมีวันใดที่ทรงลืมความรักที่มีต่อองค์พระสวามี มิมีลมหายใจห้วงใด ที่จะทรงไม่คิดถึงผู้เป็นที่รัก ตราบจนลมหายใจห้วงสุดท้าย
...ในช่วงเวลาสุดท้ายแห่งชีวิต พระองค์มิได้หวั่งเกรงการเดินทางสู่ภพใหม่ ทรงหวังเพียงว่า ยอดหทัยของพระองค์จะทรงเสด็จรออยู่ ณ. ที่ใด ที่หนึ่ง รอด้วยหัวใจจดจ่อ เฉกเช่นที่พระองค์ทรงรอมาเนิ่นนาน...
edit @ 7 Feb 2008 19:43:55 by *.:。✿~ ไก่แก้ว ~✿。:.*